กอปมาแปะต่อนะครับ= =

 

....................................

 

หลังจากที่ขึ้นม.ปลายแล้ว ผมได้โควต้าต่อที่เดิม อันดับเจ็ด (เกรดเฉลี่ย3.95) เพื่อนๆผมส่วนใหญ่เลือกเรียน

เทคนิค หรือสายอาชีพ บางคนก็เลิกเรียนไปเลย ไอได้โคสต้ามามันก็ดีอยู่หรอก แต่ผมไม่รู้วันปฐมนิเทศ

 เขาเลยจัดผมไปอยู่ห้อง6 แผนทั่วไป ทั้งที่ถ้าผมไปเขายัดผมเข้าห้อง1ไว้ก่อนอยู่แล้ว นี่มันเวรกรรมอะไรนี่

แต่ตอนนั้นผมไม่ค่อยรู้อะไรเท่าไหร่ จึงเรียนๆไปไม่ได้ห่วง พอผมเรียนได้สองอาทิตย์ อั้มก็ย้ายมาเรียนห้อง

6เหมือนกับผม อั้มย้ายมาจาก หวน. แล้วย้ายมาเรื่อยๆจนมาที่โรงเรียนนี้ เธอเป็นคนหน้าตาดีเพื่อนๆผมเลยพากัน

สนใจ เธอร่าเริง บางทีก็ดูรั่วๆ ใครจะไปรู้ว่าชีวิตเธอต้องผ่านอะไรมาขนาดใหน

เราเป็นเพื่อนกัน ไปใหนมาใหนด้วยกัน ถึงบางคนจะแซวๆบ้างแต่เราทั้งคู่ไม่คิดอะไร จนผมเก็บความในใจไว้ไม่

ไหว ทุกอย่างในชีวิตผมตอนนี้อยู่กับคนๆนี้ ผมบอกรักเค้อ เค้าโกรธ บอกว่านึกว่าเราเป็นเพื่อนกัน เพื่อนกัน

ทำไมพูดอย่างนี้ หลังจากนั้นเราก็ไม่ได้คุยกันอีกเลย อั้มเริ่มคบเพื่อนไม่ดี เพื่อนบางคนเริ่มตีตัวออกห่าง

แม่เขาตัดเงินเหลือวันละไม่กี่บาท อั้มเลยมาขอยืมเงินกับเพื่อนคนอื่นๆ ก็มีข่าวว่าเค้าเอาเงินไปซื้อยาบ้า เธอไป

ขายตัว ผมรู้ดีว่าเค้าไม่ได้ทำและไม่มีวันทำ ผมอยากปลอบและให้กำลังใจเค้า แต่เราเป็นคนไม่รู้จักกัน

เวลาผ่านไป อั้มไม่มีเพื่อนอีกเลย แต่ความสัมพันธ์ของเราสองคนดีขึ้นและกลับมาเป็นเพื่อนกันแบบเดิม

เค้ามักจะให้ผมทำงานคอมส่งให้แทน เพราะบ้านเค้าอยู่ใกล มักมาไม่ทันชั่วโมงคอม อั้มมักจะโดนอาจารย์

ปกครองเรียกไปว่า ตีขาจนน่องลาย แต่ก็สู้ทนเรียน แม้จะลำบากมากมาย ผมคิดว่า ชีวิตผมยังลำบากไม่เท่า

คนๆนี้เลยซักนิด ทำให้ผมมีกำลังใจ เรื่องที่เราสองคนดีกันไปเข้าหูอาจารย์ที่ปรึกษา อาจารย์เลยเรียกผมไปและ

ต่อว่า ผมพยายามอธิบาย แต่พอวันต่อมาอาจารย์ก็เอาทุกคำพูดของผมมาพูดหน้าชั้นเรียน

ต่อมาเราสองคนทะเลาะกันเพราะมีคนไปฟ้องอาจารย์เรื่องอะไรซักอย่างแล้วอั้มเข้าใจผิดว่าเป็นผม

ผมกำลังเครียดเรื่องที่บ้าน เรื่องเรียน ผมโมโหใส่เค้า จนกลายเป็นเรื่องใหญ่

อาจารย์เรียกเราสองคนมาและให้สาบานว่าจะไม่ยุ่งเกี่ยวกันอีก ไม่งั้นให้โชคร้าย ครอบครัวล่มจม

แน่นอน ทั้งคู่ไม่มีใครยอมสาบาน

จากนั้น เราก็พูดกันไม่ได้อีกเลย ทุกครั้งที่ผมเห็น อั้มจะร้องไห้ ร้องไห้แล้วปาดน้ำตาทิ้ง ผมก็อยากร้อง

แต่ผมเป็นผู้ชายจะร้องไห้ได้ไง จากนั้นไม่นานอาจารย์ก็ให้ความสนใจกับเรื่องฐานะทางครอบครัวของผม

ผมอยากขอบคุณอาจารย์ที่ขอทุนผู้ปกครองคนอื่นๆมาผม แต่ผมไม่ต้องการ ผมไม่ได้ยากจนข้นแค้นขนาดนั้น

อาจารย์มักพูดถึงความจนของผมให้คนอื่นๆฟัง เสื้อผ้าผมขาดขนาดใหน รองเท้าขาด ถุงเท้าขาด

อาจารย์ขอทุนจากแม่อั้มมาให้ผม ให้อั้มเป็นคนเอามาให้ เค้าก็มาสายเหมือนอย่างเคย อาจารย์ปกครองดักรออยู่

และคาดคั้นว่าเอาเงินมาจากใหน อั้มไม่พูด ไม่อยากให้ผมอายคนอื่น เพราะตอนนั้นมีนักเรียนไปมุงดู

อาจารย์ไม่ให้อั้มเข้าโรงเรียน จากวันนั้น ผมก็ไม่เห็นเค้าอีกเลย

 

จนถึงวันนี้ เวลาเกือบ1ปีที่เราไม่เจอกัน ผมคิดถึงและเฝ้าเป็นห่วงอยู่ทุกวัน ผมอยากจะพูดขอโทษ

แต่คงไม่มีโอกาส เพราะเค้าโดนกักบริเวณอยู่ในบ้าน ไม่มีโอกาสได้ออกไปใหนอีก นอกจากไปเรียนกศน.

ผมโทรศัพท์ไปหาทำให้แม่อั้มไม่พอใจ กักบริเวณมากกว่าเดิม ผมจึงเลือกที่จะไม่โทร พยายามลืม

ทุกๆวันที่ผ่านไปผมไม่เคยลืมคนๆนี้ออกจากใจได้เลย ผมไม่รู้หรอกว่าเขาจะโกรธเกลียดผมแค่ใหน

แต่ผมจะยืนยันคำเดิม คำนั้นที่เคยพูดออกไป

 

จากนั้นม.4เทอมสอง พี่แนะนำให้ผมมาเรียนสายวิทย์-คณิต

ผมต้องยอมรับหลายๆอย่าง ว่าผมต้องหาเพื่อนใหม่ ต้องปรับแบบแผนของชีวิตใหม่

................................ 

 

ถ้ามีตอนต่อจะกอปมานะครับ= =

 

เรื่องนี้เป็นเรื่องคนอื่นเน้อ 

..............................

 ตั้งแต่จำความได้ ผมอยู่ในครอบครับที่ค่อนข้างมีฐานะ อยากได้อะไรก็ได้ อยากกินอะไรก็กิน

แต่ด้วยความที่ยังเด็ก เลยไม่ได้สนใจอะไร แค่เล่นเลโก้+ของเล่นที่ป๊าซื้อให้ก็พอใจแล้ว

ตอนนั้นครอบครัวผมใหญ่มาก มาอยู่ในบ้านเดียวกันเกือบ15คน มีหลานรุ่นๆเดียวกันอยู่ด้วย

ที่โรงเรียนผมเข้ากับใครไม่ได้ เนื่องจากปัญหาการควบคุมอารมณ์

(ผลจากการผ่าตัดสมอง) โลกของผมไม่มีใคร มีป๊า มีแม่ พี่สะใภ้ เวลาแม่ไม่อยู่บ้านมักจะฝากผมไว้กับพี่สะใภ้

ตอนนั้นผมกลัวไม้แขวนเสื้อมากๆ เพราะพี่ชอบเอามาขู่ พี่ให้ผมกินผัก กินสลัด ผมไม่ชอบ ผมอยากกินเนื้อ

กินปลา พี่บังคับให้ผมกินนมทุกวันวันละสองแก้ว เช้ามาผมจะตื่นไปโรงเรียน ตอนนั้นผมไม่รู้จักการแปรงฟัน

จริงๆนะ เพราะป๊ากับแม่ไม่เคยได้อยู่สอนผม พี่ๆเขาก็คงนึกว่าเรื่องแค่นี้คงไม่ต้องสอนกันหรอก จนผมไปโรงเรียน

ถึงได้รู้อะไรหลายๆอย่าง ผมไล่แกล้งเด็กผู้หญิงไปทั่ว แต่ดูเหมือนเขาจะไม่ชอบ แน่ล่ะสิ ใครเขาจะชอบถูกแกล้ง 

ผมเรียนหนังสือได้ไม่มีปัญหา แต่ไม่เก่ง ชีวิตเป็นอย่างนี้จนผมขึ้นป.1 ป๊าก็ไม่อยู่แล้ว ผมไม่ค่อยเข้าใจ

แต่บ้านเราก็ไม่เหมือนเดิม เราต้องย้ายจากกรุงเทพไปอยูนครพนม แม้ไปทำงานกลับเดือนละครั้ง ผมเห็นแต่แม่

ทำงาน ทุกครั้งผมจะร้อมตามแม่ไปด้วยแต่แม่ก็ไม่ให้ไป  พี่ให้ผมทำหลายอย่าง ซักผ้า เก็บกวาดบ้าน

แต่ไม่รู้สึกลำบากอะไร ชีวิตบ้านนอกมันสนุกมากขอบอก ทั้งตกปลา จับแมลง เล่นโคลน อยู่ได้ปีเดียวก็ต้องย้าย

บ้านอีกแล้ว คราวนี้เป็นโรงเรียนคริส ผมต้องสวดมนต์แบบคริส ผมก็ไม่ค่อยเข้าใจหรอก แต่ที่นี่ปัญหาการควบคุม

อารมณ์ของผมหนักขึ้น ทำให้เข้ากบใครไม่ได้ซักคน ตื่นเช้ามาผมไม่อยากไปโรงเรียน แต่ก็ต้องไป กลับมาบ้าน

ก็ขี่จักรยานเล่นอยู่แถวนั้น ชีวิตวนเวียนไปอีกปีหนึ่ง ผมก็ได้กลับกรุงเทพ

 

กลับกรงเทพคราวนี้ผมได้อยู่กับแม่แล้ว อยู่กันแค่สองคน แต่แม่ไม่เหมือนเดิมเลย แม่ดูเศร้าๆ ทุกเช้าสองแม่ลูก

จะพากันไปสนามหลวง ขายไส้กรอกอีสาน ขายผัดไทย ผมใช้ชีวิตเติบโตและคุ้นเคยกับที่นั่น

เรื่องโรงเรียนก็เหมือนเดิม เพราะผมเป็นแบบนี้ ผมถึงไม่มีเพื่อน แต่การเรียนผมดีขึ้นมาก จนเป็นที่หนึ่งของห้อง

แต่มนไม่ช่วยอะไรซักนิด ผมมีชีวิตเหมือนอยู่ไปวันๆ โลกนีมีแต่ผมกับแม่

 

แม่หางานทำเรื่อยๆจนผมจบป.6 ผมได้สัมผัสชีวิตมัธยม และพยายามปรับตัวเองมากขึ้น พวกเด็กเกเรมักจะมา

ล้อหัวผม แล้วพวกมันก็โดนต่อยกลับไปทุกครั้ง อาจารย์บอกว่าผมมีอาการทางจิต มีอาจารย์คนนึงใจดีมาก

เขาบอกให้ผมอดทน ไม่งั้นแม่จะเสียใจ ผมถึงอดทนและพยายามเรียนรู้ชีวิต มีเพื่อนมากขึ้น ได้ทำอะไรสนุกๆ

แบบที่คนอื่นเขาทำ แต่ผมอยากเตะบอล หรือเล่นบาส ไม่มีใครยอมให้ผมเล่น เขาบอกว่าหัวผมไม่ค่อยดี

เดี๋ยวจะกระทบกระเทือน ผมไม่เข้าใจเท่าไหร่ 

 จนขึ้นม.2ผมเริ่มโตขึ้น ผมไม่โกรธหรือโมโหใครอีกแล้ว แต่ผมเปนคนพูดไม่เก่ง อัธยาศัยไม่ดี จึงอ่านหนังสือ

เงียบๆคนเดียว เวลาอยู่กับเพื่อนก็บ้าสุดกู่ เวลาอยู่คนเดียวผมจะก้มหน้ามองพื้น เพราะผมไม่อยากมองสายตาคน

อื่น ผมไม่อยากได้ยินพวกเขาดูถูกผมอีก

ถึงแม้ว่าผมจะมีเพื่อนดีๆมากมาย แต่บ้านของเราก็ถูกธนาคารยึดแล้ว แม่บอกว่า

"ไปอยู่ที่อื่นกันนะลูก"

 ผมย้ายมาอยู่คอนโดห้องเล็กนิดเดียว ข้าวของต้องทิ้งไว้เกือบหมด เอามาแค่บางส่วน แต่ยังมีคอมพิวเตอร์ให้ผม

เล่น แม้จะลำบากแค่ใหน แม่ก็ซื้อชั่วโมงเน็ตให้ผมเล่นเสมอ เอาคอมไปซ่อมทุกครั้งที่เสีย คอมผมเสียบ่อยจนผม

ชำนาญเรื่องคอมมากขึ้น ผมหัดเล่นเว็บบอร์ด msn มีเพื่อนดีๆเยอะแยะ ถึงแม้บางทีจะเหงา แต่ผมไม่ร้องให้หรอก

ถึงแม้ป๊าจะไม่เคยบอก แต่ถ้าป๊าอยู่ต้องพูดแน่ๆว่า "ลูกผู้ชายห้ามร้องนะ"

แม่ไปทำงานกลับเดือนละครั้ง เราคุยกันทางโทรศัพท์ พอถึงเวลาก็ไปกดเงินจากAtm

ที่โรงเรียนใหม่นี้มีเพื่อนเกเรเยอะมาก ผมทะเลาะกับพวกเขาอีกแล้ว ทะเลาะทุกวันทุกชั่วโมง ผมรู้สึกว่าตัวเอง

หยาบมากขึ้น เมื่อก่อนจะพูด เรา ,นาย ตอนนี้ผมแทนตัวเองว่ากู เรียกคนอื่นว่ามึง กับผู้หญิงจะเรียกเอ็ง

ในที่สุดผมก็จบม.3แล้ว แต่ยังไม่รู้เลยว่าจะเรียนต่อที่ใหน อนาคตผมอยากเป็นอะไร

 

ชีวิตม.ปลายคือเวลาที่ผมได้พบเจออะไรหลายๆอย่าง

 

พบและลาจากกับความรัก

 

............

 

ถ้าเขาลงเพิ่มจะกอปมาใหม่นะ= ="

เพื่อนผมจะเล่นกล้าม =[]=

posted on 08 May 2008 18:47 by moopra002

 

ฟังหัวข้อแล้วอาจน่าตกใจ แต่ความจริงเพื่อนคนนี้ของผมมันแค่ออกมาบ่นๆว่า

"หุ่นตรูไม่ดีเลยว้า","ไม่มีซิคแพคเลยว้า","ผอมๆไม่หล่อเลยฟร่ะ"

ผมก็เลยพูดส่งๆไปว่า "งั้นก็ไปเล่นกล้ามซะไป๊- -*"

 ผมแค่พูดเล่นๆ แต่มันเอาจริงแฮะ แล้วยังมาชวนผมเป็นแนวร่วมกะมันอีกแน่ะ

 

A: เฮ้ย เล่นเป็นเพื่อนตรูหน่อย

ผม:เล่นไรฟระ ไม่อยากเป็นอาโนล-*-

A:เอ็งแค่ซิทอัพ วิดพื้นไรแบบนี้ก็พอ เล่นเป็นเพื่อนหน่อย เอ็งก็ไม่เคยทำนี่

ผม: เออๆ ก็ด๊ะ

A:มีกล้ามแล้วสาวหลงนะเว้ย

ผม:เรอะ ดูโฆษณาแค่ใส่รองเท้าแตะ......

A:โห่ ถ้างั้นจริงก็ดีเดะ ตกลงนะ

ผม:เออๆ (ตรูไม่น่าพูดเล้ยT^T)

แล้วมันก็กลับบ้านไป เพราะเหตุนี้ผมจึงกลายเป็นแนวร่วมกะมันโดยปริยาย

 

แล้วหนึ่งเดือนต่อมาจะรายงานผลในบลอคนี้นะพี่น้อง=w=/

 

 

 

เข้าสู่เนื้อหาของบลอคได้ซะที แค่อยากจะบอกว่า บางคนอยากเป็นนั่นเป็นนี่ แต่ไม่ยอมฝึกฝนพัฒนาตนเอง

ทำนิดทำหน่อยแล้วเลิก ถึงคุณจะมีพรรสวรรค์ ก็ตกสวรรค์ได้นะเออ

 

แค่เนี้ย=3="